ในทุกๆ การลงทุนนั้น ย่อมมีเรื่องของความเสี่ยงที่หลายๆ ท่านต้องตระหนักถึงกันอยู่เสมอๆ ครับ ซึ่งการเทรดมักจะมีเรื่องของปัญหาและสิ่งที่ต้องเรียนรู้สำหรับการเทรด เช่นเดียวกับการเทรดบน CFD ครับ บทความนี้จึงอยากพาทุกๆ ท่านไปพบกับ “4 ปัญหาที่ผู้เทรด CFD มักจะเจอในการลงทุน” พร้อมกับไปสำรวจเกี่ยวกับข้อดีของการเทรดบน CFD ครับ
CFD คืออะไรและทำอะไรได้บ้าง
1. CFD เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างนักลงทุนและโบรกเกอร์ คุณจะกำไรหรือขาดทุนตามความแตกต่างของราคาสินทรัพย์ตั้งแต่ตอนที่คุณเปิดสถานะจนถึงตอนที่คุณปิดสถานะ
ตัวอย่าง: หากคุณซื้อ CFD บนหุ้นที่มีราคาเริ่มต้น $100 และขายเมื่อราคาเพิ่มขึ้นเป็น $110 คุณจะได้กำไร $10 แต่ถ้าราคาลดลงเหลือ $90 คุณจะขาดทุน $10
2. คุณสมบัติเด่นของ CFD ไม่มีการเป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง การซื้อ CFD ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเจ้าของสินทรัพย์ เช่น การซื้อหุ้น CFD ของ Tesla ไม่ได้ทำให้คุณเป็นเจ้าของหุ้น Tesla การเทรดทั้งสองทิศทาง คือ…
- Long (Buy): คุณจะได้กำไรหากราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น
- Short (Sell): คุณจะได้กำไรหากราคาสินทรัพย์ลดลง
4 ปัญหาที่ผู้เทรด CFD คืออะไรบ้าง ?
เมื่อเราทราบว่า CFD คืออะไรกันแล้ว เรามาพบกับปัญหาของการเทรดกันดีกว่าครับ
การเทรด CFD (Contract for Difference) มีจุดเด่นในเรื่องความยืดหยุ่นและโอกาสในการเก็งกำไรจากตลาดทั้งขาขึ้นและขาลง แต่ก็มีปัญหาที่ผู้เทรดมักเผชิญอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการลงทุนหากไม่ได้เตรียมตัวหรือจัดการอย่างเหมาะสม ต่อไปนี้คือ 4 ปัญหาหลักที่ผู้เทรด CFD มักเจอ
ปัญหาการใช้เลเวอเรจที่สูงเกินไป (Over-leveraging)
เลเวอเรจช่วยให้ผู้เทรดสามารถเปิดสถานะการลงทุนที่ใหญ่ขึ้นด้วยเงินทุนที่น้อยลง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงที่จะขาดทุนมหาศาลหากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้าม
ตัวอย่าง: หากใช้เลเวอเรจ 1:50 และตลาดเคลื่อนไหวเพียง 2% ในทางที่ผิดพลาด เงินทุนในบัญชีอาจหมดลงอย่างรวดเร็ว
วิธีแก้:
- ใช้เลเวอเรจในระดับที่เหมาะสม เช่น 1:5 หรือ 1:10
- ตั้ง Stop Loss ในทุกคำสั่งเทรดเพื่อจำกัดการขาดทุน
ความผันผวนของตลาด (Market Volatility)
เนื่องจากตลาด CFD มักมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวสำคัญ เช่น การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ความผันผวนเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วและคาดเดายาก
ตัวอย่าง: ผู้เทรดเปิดสถานะ “ซื้อ” ในหุ้น Tesla ก่อนการประกาศผลประกอบการ แต่เนื่องจากผลประกอบการต่ำกว่าคาด หุ้นจึงร่วงหนัก ทำให้ขาดทุนทันที
วิธีแก้:
- หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีข่าวสำคัญ
- ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Trailing Stop
3. ค่าธรรมเนียมและต้นทุนการเทรด (Trading Costs)
ปัญหา CFD มีต้นทุนการเทรด เช่น ค่าสเปรด, ค่าธรรมเนียมโรลโอเวอร์ (Swap) สำหรับการถือคำสั่งข้ามคืน หรือค่าธรรมเนียมการถอนเงิน หากไม่คำนึงถึงต้นทุนเหล่านี้ อาจทำให้กำไรสุทธิที่ได้ลดลง
ตัวอย่าง: เทรดเดอร์ที่ถือคำสั่ง CFD ไว้ข้ามคืนในตลาดที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง อาจต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโรลโอเวอร์ที่มากจนกระทบกำไร
วิธีแก้:
- เลือกโบรกเกอร์ที่มีต้นทุนการเทรดต่ำ
- หลีกเลี่ยงการถือคำสั่งข้ามคืนถ้าไม่จำเป็น
4. การขาดแผนการเทรดที่ชัดเจน (Lack of a Trading Plan)
ปัญหาของผู้เทรดบางคนไม่มีแผนการเทรดที่ชัดเจนหรือขาดการวางกลยุทธ์ในการลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจแบบใช้อารมณ์ ทำให้เกิดความผิดพลาดและการขาดทุน
ตัวอย่างของเทรดเดอร์ที่ไล่ตามราคา (Chasing the Market) หรือเปิดคำสั่งซื้อเพียงเพราะราคาดูเหมือน “จะไปต่อ” โดยไม่ได้วิเคราะห์ตลาดอย่างรอบคอบ
วิธีแก้:
- เขียนแผนการเทรดที่มีเป้าหมายชัดเจน รวมถึงจุดเข้า-ออกตลาด, การตั้ง Stop Loss และ Take Profit
- ฝึกฝนการเทรดบนบัญชีทดลอง (Demo Account) เพื่อพัฒนากลยุทธ์
จากข้อมูลเบื้องต้นที่เราได้รวบรวมมาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา เราหวังว่าจะเป็นข้อมูลแนวทางที่เป็นประโยชน์กันไม่มากก็น้อยกันนะครับ
